แชร์

การติดเชื้อ H.pylori ภัยร้ายเงียบ อันตรายถึงชีวิต

อัพเดทล่าสุด: 9 ก.ย. 2023
1865 ผู้เข้าชม

การติดเชื้อ เอช ไพโลไร (H.pylori หรือ Helicobactor pylori) ภัยร้ายเงียบ อาจอันตรายถึงชีวิต

เอช. ไพโลไร เป็นสาเหตุที่สำคัญ ที่ทำให้เกิด โรคกระเพาะอาหาร โรคแผลในกระเพาะ รวมถึงมะเร็งกระเพาะอาหาร 

1️⃣ เชื้อ เอช.ไพโลไร สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร ?

        ● หากคุณมีอาการปวดท้อง เป็นๆ หายๆ ก่อนและหลังเวลารับประทานอาหาร มีอาการแสบร้อน หรือ มีอาการจุกแน่นนั้นอาจเป็นสัญญาณของ โรคกระเพาะอาหาร ซึ่งสาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร อาจเกิดจากที่รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ทานอาหารรสจัด มีความเครียด สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และการรักประทานยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวด

        ● แต่สาเหตุที่สำคัญ อีกอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร คือการ ติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะ อาหารที่ชื่อ เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobactor Pylori) หรือที่เรียกว่า เอช.ไพโลไร (H.pylori)

          ● ในประเทศไทย คนที่มีโรคกระเพาะอาหาร มักจะมีเชื้อแบคทีเรีย ชนิดนี้อาศัยอยู่ในเยื่อบุกระเพาะอาหาร มากถึง 90% ทำให้เป็นสาเหตุของ โรคกระเพาะอาหาร ที่พบบ่อย และใกล้ตัวเรามากๆ

2️⃣ เชื้อ เอช.ไพโรไล คืออะไร และ เราได้รับเชื้อมาได้อย่างไร ?

          ● เชื้อ เอช.ไพโลไร เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่อาศัยในกระเพาะอาหารของมนุษย์เรา มีความสามารถในการทนกรด รวมถึงยังสามารถเกาะติดกับเยื่อบุของกระเพาะได้ ซึ่งทำให้เชื้อนี้ สามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะ ได้เป็นเวลานานนับ 10 ปี โดยอาจยังไม่แสดงอาการได้

         ● การติดเชื้อ เอช.ไพโลไร สามารถ “ติดต่อจากคนสู่คนได้” เพียงการรับประทานอาหารและใช้อุปกรณ์ที่ปนเปื้อนชนิดนี้ร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ เชื้อก็สามารถเข้าสู่กระเพาะได้

         ● การได้รับเชื้อในปริมาณที่มาก หรือติดเชื้อ แบบเฉียบพลัน จะมีอาการเหมือนโรคกระเพาะอาหาร โดยมีไข้ ปวดท้องคลื่นไส้ อาเจียน แล้วอาการจะดีขึ้นเอง

3️⃣ เชื้อ เอช.ไพโลไร นั้นน่ากลัวอย่างไร

         ● คนที่ติดเชื้อส่วนใหญ่ มักไม่มีอาการ
                ■ 20% เท่านั้นที่มีอาการของโรคกระเพาะ
                ■ 10% จะทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร
                ■ 1-3% ของคนที่ติดเชื้อกลายเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้ โดยมีโอกาสเป็น #มะเร็งกระเพาะอาหาร เพิ่มสูงขึ้น 2 เท่า

          ● สิ่งที่หน้ากลัวคือ อาการอาจจะคล้ายกับโรคกระเพาะธรรมดา หากปล่อยปะละเลย ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร มีเลือดออกในกระเพาะอาหารได้ หากโชคร้ายก็อาจจะกลายเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ซึ่งหากเจอในระแพร่กระจาย โอกาสเสียชีวิต สูงมากกว่า 90%

          ● นอกจากนั้นอาจเพิ่มคาวมเสี่ยงในการเกิดโรคอื่นๆ เช่น โรคโลหิตจากจากการขาดธาตุเหล็ก / วิตามิน บี12 โรคเกร็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกันตัวเอง

4️⃣ เมื่อไหร่ เราต้องได้รับการตรวจเชื้อ เอช.ไพโลไร ?

  • ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารสุกๆดิบๆ และอาหารที่ไม่ผ่านความร้อนต่างๆ
  • ผู้ที่มีอาการของโรคกระเพาะ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา และรวมถึงผู้ที่มีกรดไหลย้อน
  • ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยาบรรเทาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSIADs) หรือ ยาแก้ปวดข้อ / แอสไพริน เป็นระยะเวลานาน
  • ผู้ที่มีประวัติมะเร็งกระเพาะอาหารในครอบครัว
5️⃣ การตรวจเชื้อ เอช.ไพโลไร สามารถทำได้อย่างไรบ้าง ?

          ● การส่องกล้องกระพาะอาหาร เพื่อเก็บตัวอย่างเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งการตรวจด้วยการส่องกล้องนอกจากจะสามารถตรวจ เชื้อ เอช. ไพโลร ได้แล้ว ยังสามารถตรวจดูแผล ดูความอักเสบของกระเพาะ รวมถึงสัญญาณเบื้องต้น ของการเกิด มะเร็งกระเพาะอาหารได้

          ● การตรวจอุจจาระ (Stool antigen test) เป็นการตรวจอุจจาระส่งตรวจภายใน 4 ชม. เพื่อกาซากเชื้อ ซึ่งมีความแม่นยำ 95%

          ● การตรวจลมหายใจ (Urea breath test) โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยกินยาที่ใช้ตรวจ และเป่าลมเพื่อเก็บลมหายใจไปตรวจปริมาณของแอมโมเนียที่ผิดปกติ ซึ่งมีความแม่นยำ 98%
              ■ โดยการตรวจด้วยลมหายใจ นั้นเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่อยากส่องกล้องกระเพาะอาหาร และมีแค่อาการของโรคกระเพาะ ซึ่งควรเป็นผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี สามารถตรวจด้วยวิธีการตรวจลมหายใจได้
              ■ สามารถประเมินผลของการรักษา หลังจากรักษาเชื้อ เอช ไพโลไร
              ■ ซึ่งข้อดีของการตรวจด้วยลมหายใจ คือไม่เจ็บ ไม่เป็นรังสี มีความปลอดภัยมาก และมีความแม่นยำค่อนข้างสูง

6️⃣ การรักษาเชื้อ เอช.ไพโลไร นั้นทำอย่างไร ?

          ● เชื้อ เอช.ไพโลไร สามารถรักษาด้วยการทานยาฆ่าเชื้อ เป็นเวลา 10-14 วัน ร่วมกับทานยาลดกรด ควบคู่กัน

          ● การทานโปรไบโอติก (Probiotic) สามารถทานควบคู่กับการทานยาฆ่าเชื้อได้ โดยช่วยลดผลข้างเคียงจากการทานยาฆ่าเชื้อ

7️⃣ การป้องกันเชื้อ เอช.ไพโลไร สามารถทำได้อย่างไรบ้าง ?

          ● ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนที่จะรับประทานอาหาร
          ● หลีกเลี่ยงอาหารหรือน้ำดื่ม ที่ไม่สะอาด รวมถึงอาหารที่ปรุงไม่สุด
          ● หากมีโรคกระเพาะเรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง รวมถึงการตรวจหาเชื้อ เอช.ไพโลไร


บทความที่เกี่ยวข้อง
คลินิก หมออรรถวิทย์ หมอกรเพ็ญ ทางเดินอาหาร ตับ ลำไส้ กระเพาะ โรคทั่วไป ให้คำปรึกษา อัลตราซาวด์ ultrasound การตรวจเชื้อ pylori เป่าลมหายใจ
การติดเชื้อ เอช.ไพโลไร (Helicobacter pylori หรือ H. pylori) เป็นสาเหตุของ อาการจุกเสียดแน่นท้อง โรคแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงมะเร็งกระเพาะอาหาร
2 ส.ค. 2023
คลินิก หมออรรถวิทย์ หมอกรเพ็ญ ทางเดินอาหาร ตับ ลำไส้ กระเพาะ โรคทั่วไป ให้คำปรึกษา อัลตราซาวด์ ultrasound ส่องกล้องทางเดินอาหาร ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เตรียมตัว
การส่องกล้องทางเดินอาหาร ปัจจุบันเป็นการตรวจที่นิยมแพร่หลาย มีหลักการอย่างไร ควรตรวจเมื่อไหร่ เจ็บหรือไม่ และควรเตียมตัวก่อนการส่องกล้องอย่างไร
12 ส.ค. 2023
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy